Copyright © nuttyi
Design by Dzignine
วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561

Android vs iPhone จากการใช้งานแบบจริงจัง

เป็นการเทียบในกลุ่มกลางจนถึงล่างนะ เราไม่เคยใช้เรือธง

สิ่งที่ iPhone ชนะ

  • ความเสถียร iPhone นี่รีเซ็ตเครื่องน้อยมาก นานๆ ที
  • กล้อง ในรุ่นกลุ่มกลางๆ นี่เรายังให้ iPhone อยู่นะ ที่จริง Android ราคา 5,000 ถ่ายระเบิดแสงสวยๆ HDR ก็มี แต่ถ้านับใช้งานทั่วไป ถ่ายอาหาร ยกแล้วถ่ายเลย ใช้ในชีวิตประจำวัน iPhone ยังเชื่อถือได้กว่า แถมที่สำคัญสุด iPhone เป็นมือถือที่คนใช้เยอะที่สุด เวลาแต่งรูปลง Instagram / Facebook จะค่อนข้างเชื่อได้ว่าเพื่อนเราเห็นรูปที่สี/แสง เหมือนในเครื่องเรา
  • ความเป็นส่วนตัว เป็นสิ่งที่ต้องแลกมา คือแอพในไอโฟนเนี่ย มันคุยกันเองไม่ค่อยได้ คือตัดความสะดวกของ Android ไปเยอะอยู่เหมือนกัน แต่แลกมากับความเป็นส่วนตัว คือป้องกันแอพหลอกลวงให้เสียตังจ่างๆ ถ้าเป็นคนไม่ค่อยทันเทคโนโลยีใช้ มันปลอดภัยกว่าเยอะเลยที่จะทำไปทีละอย่าง มี OTP ก็ต้องเปิดดูเลขจาก SMS (หรือ Notification) มากรอกใส่แอพเอาเอง ในขณะที่ฝั่ง Android นี่แอพมันอ่าน SMS มากรอกใส่ให้เสร็จเลยนะ
  • คุณภาพของแอพ แอพใน iPhone ไม่ค่อยค้าง อันนี้มาจากความหลากหลายของเครื่องที่น้อย โปรแกรมเมอร์ทำงานง่าย แต่ Android นี่มีเป็นหมื่นเป็นพันรุ่น ถ้ารุ่นเราเป็นรุ่นฮิต โปรแกรมเมอร์เค้าทดสอบมาดีก็โชคดีไป แต่ถ้าใช้รุ่นอินดี้ก็อาจจะมีปัญหาเยอะตาม อีกอย่างนึงแอพหลอกลวงใน iPhone น้อยกว่านะ ระบบการคัดกรองของ App Store ดีกว่า Play Store
  • การอัพเดต นโยบายอัพเดตของสองค่ายนี้มันไม่เหมือนกัน แต่โดยรวมแล้ว การอัพเดตเพื่อความปลอดภัยของระบบ iPhone จะได้ไวกว่า ในขณะที่ Android บางรุ่นจะไม่ได้เลย เพราะถึง Google จะอัพเดตแล้ว แต่คนผลิตมือถือไม่ปล่อยให้เราโหลด เราก็อัพเดตไม่ได้
  • Keyboard กดง่ายกว่า แม่นกว่า อันนี้ไม่เข้าใจเหมือนกัน ใช้ Android ทีไรหงุดหงิดทุกที พิมพ์ลบ พิมพ์ลบ

สิ่งที่ Android ชนะ

  • ความง่ายต่อการเป็นเจ้าของ ถ้ามีเงินงบเป็นหมื่นนี่จะซื้อรุ่นไหนก็ได้ตามความสบายใจเลย แต่ถ้าเกิดเรามีงบซักหมื่นเดียว หรือห้าพัน ยังไงก็ต้อง Android เท่านั้นแหละ ซึ่ง Android ที่งบ 3,000 - 5,000 เดี๋ยวนี้ดีระดับนึงเลยนะ เล่นเกมได้เลย แต่อย่างอื่นก็จำกัดตาม เช่นกล้องไม่ดี เมมน้อย แต่อย่างน้อยเราก็มีมือถือใช้ใช่ป่ะ
  • ความยืนหยุ่น ระบบของ Android เปิดให้เราเล่นกับมันได้มากกว่า มีการทำจอซ้อน ทำสองจอ แอพลอยอยู่บนจอตลอดเวลา ปรับแต่งเมนู Notification แอพมันเลยหลากหลายกว่า อยากเคาะจอสองทีเพื่อปิดจอก็ทำได้ อยากเพิ่มเมนูลัดเองก็ทำได้ (เราแนะนำให้ลอง SwipePad) คือมันทำได้เยอะมากจริงๆ ตามแต่คนเขียนโปรแกรมจะจินตนาการได้เลย แต่เวลาจะใช้อะไรก็ต้องระวังแอพหลอกลวงนิดนึง เนื่องจากการที่มันทำได้เยอะนี่แหละ
  • ความเป็นหนึ่งเดียวกับ Google แน่นอนว่า Android ชนะเรื่องนี้ไปเต็มๆ ซึ่ง Google นี่บริการดีๆ มันเยอะนะ ตัวอย่างคือแผนที่เนี่ย ยังไงของ Google ก็ยังดีกว่าของ iPhone เอง ซึ่งมันทำให้เราบอก “OK Google นำทางกลับบ้าน” ได้ง่ายๆ แต่ใน iPhone ถ้าเราบอก Siri ไปแบบนี้ เราจะได้ Apple Maps แต่ถ้าอยากใช้ Google Maps ก็ต้องกดเปิดแอพเอาเอง 
  • การปรับแต่ง Home Screen ในขณะที่ iPhone ทำได้แค่เรียงแอพ ที่แค่ขนาดเรียงยังยากเลย ไม่มีตัวเลือกเรียงอัตโนมัติซักอย่าง ขนาดแค่อยากให้แอพมันเรียงตามชื่อแอพจาก A-Z นี่มือลากเองล้วนๆ แต่ Android นี่เลือกเองได้ถึงระดับ Launcher เลย คือเลือกได้ตั้งแต่หน้าจอแรก คือเปลี่ยนทีนึงเหมือนได้มือถือใหม่ได้เลย (แต่ช้าเหมือนเดิม)
  • การลงแอพ สิ่งนึงที่ชอบมากใน Android คือเราเปิด Play Store ลงแอพจากคอมได้เลย คลิกๆ จบ ไม่ต้องต่อสาย
  • ขนาดเครื่อง ขนาดเครื่อง Android หลากหลายมากๆ อยากได้จอเล็ก จอใหญ่ พอดีกระเป๋ากางเกง หรือเอาดูหนังสบาย เลือกตามใจตามงบเลย

อื่นๆ ยังนึกไม่ออก ตับจบตรงนี้เลยแล้วกัน

ข้อความด้านล่างนี้ จริงๆ เป็นข้อความที่ทีแรกที่พิมพ์เกริ่นครับ แต่พิมพ์ไปพิมพ์มายาวเกิน แต่จะลบทิ้งหมดเลย แต่ก็เสียดาย เลยก็อบลงมาวางข้างล่างเผื่อขยันอ่านครับ ไม่ค่อยมีสาระ ข้ามได้

ก่อนอื่นบอกเลยว่าเราเป็นแฟนคลับ Google แต่ก็ใช้ Macbook Air อยู่เหมือนกัน คือเราใช้อะไรก็ได้ที่ถูกๆ (วัดประสิทธิภาพต่อราคา) แล้วเมื่อก่อน iPhone นี่เป็นสิ่งที่เราไม่ได้คิดจะซื้อเลย คือมือถือ 25,000++ มันแพงไปสำหรับเรา (เทียบว่าใช้ iPad ที่ราคา 13,500 + มือถืออะไรก็ได้ ไม่เกิน 5,000 พกคู่กันคุ้มกว่า Productive กว่า) ก่อนหน้านี้เราเลยใช้ Android มาตลอด ในงบไม่เกิน 10,000 (ส่วนใหญ่ 5,000+-)

จนเมื่อสองปีก่อน Apple ออก iPhone SE ออกมา เป็น iPhone รุ่นประหยัด ประกอบกับช่วงนั้นกล้องเราเจ๊งพอดี iPhone SE เลยตอบโจทย์ คือพกแค่มือถืออย่างเดียวพอ รูปถ่ายจาก iPhone นี่ค่อนข้างเชื่อถือได้อยู่แล้วเลยลงตัวที่เครื่องนี้ แล้วใช้ลากยาวมาเกือบสองปีแล้ว เลยพอจะเห็นความต่างของ iPhone กับ Android จากการใช้งานจริงจังแบบไม่ใช่ได้ใช้เป็นเครื่องรองอยู่พอสมควร (ความจริงต้องบอกว่า iOS กับ Android รึเปล่านะ?) ทั้งนี้บอกก่อนเลยว่าเราไม่เคยได้ใช้รุ่น Top เลยจะเป็นการเทียบรุ่นกลางๆ ไปถึงล่างแทน

วันพฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ค่าใช้จ่ายทริป Okinawa

ไปเที่ยวโอกินาว่ามาครับ มาบันทึกงบไว้หน่อย
งบทริป โอกินาว่า 5 วัน 4 คืน (ราคา 2 คน)

1. ตั๋วเครื่องบิน = 8,240

จุดเริ่มต้นของทริปนี้ คือพีชแอร์ปล่อยโปรราคาช็อคโลกมา สำหรับสองที่นั่งไปกลับ 7,600 บาท รวมค่าทำเนียนทุกอย่างก็ 8,240 (ขอขอบคุณแหล่งข่าว เพื่อนบอกโปร)

2. ที่พัก = 6,758

ที่พักนี่เลือกเป็นคอนโดปล่อยเช่า เพราะอยากได้ห้องน้ำส่วนตัว จองจาก Airbnb (ถ้าสมัครจาก invite ของเพื่อนได้ส่วนลด 1,100 อยากสมัครต่อจากเราก็ได้ คลิก >> www.airbnb.com/c/nutt7 #พื้นที่โฆษณา)

3. ตั๋วรถไฟ = 837

สำหรับรถไฟฟ้าในเมืองนาฮะ ตั๋วเหมา 2 วัน 1,200 เยนต่อคน บวกกับวันไปรับรถเช่าเรานั่งรถไฟไปอีก 300 เยน รวม 2,700 เยน

4. ค่าเช่ารถ = 2,356

ไม่น่าเชื่อว่าจะหารถเช่าได้ถูกขนาดนี้ 3,000 เยนต่อวัน เราเลือกออพชั่นไม่ต้องเติมน้ำมันเวลาคืนรถด้วยเพื่อความง่าย บวกไปอีก 1,600 เยน รวมค่าเช่ารถสองวันเป็น 7,600 เยน

5. ค่ากิน ~ 7,440

อันนี้เฉลี่ยให้ มื้อละ 800 เยนต่อคน วันละ 3 มื้อ 5 วัน กินดีบ้างถูกบ้าง (แล้วแต่เลือกกินเลย ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ลดได้ถ้ากินถูก)

6. ค่าเข้าอควาเรียม = 1,147

มาโอกินาว่าทั้งทีต้องไป Churaumi Aquarium อควาเรียมใหญ่อันดับ 3 ของโลก ค่าเข้าคนละ 1,850 เยน ประมาณ 600 บาท
รวมค่าใช้จ่ายที่จำเป็น 26,778 ต่อสองคน
หรือประมาณ 13,389 บาทต่อคน
*ถ้าไป 4 คนจะถูกกว่านี้ เพราะได้คนช่วยหารค่าเช่ารถกับค่าที่พัก*
วันพุธที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2557

2014 in Review

จากปณิธาน 2014 (อ่านรีวิวครึ่งปี)
  1. เจอเพื่อน เจอชาวบ้านบ่อยๆ - WIN แต่อยากได้มากกว่านี้อีกนิด
  2. บันทึกรายรับรายจ่ายทุกวัน ตามจริง - FAIL เลิกจดไปแล้ว ชีวิตดีขึ้นทันที ไม่ต้องคอยจดทุกอย่าง อันนี้เป็นนิสัยส่วนตัวด้วย สำหรับคนอื่นจดรายจ่ายอาจทำให้คุมเงินได้ดีขึ้น แต่สำหรับตัวเอง สามารถคุมเงินได้ดีโดยที่ไม่ต้องจดอยู่แล้ว ใช้เซนส์เอาซะส่วนใหญ่ว่าตอนนี้ใช้เงินเยอะเกินไปนะต้องกินเที่ยวน้อยลง
  3. กลับบ้านนอกให้ได้ 4 รอบ - WIN ได้กลับ 4 รอบเป๊ะๆ กลายเป็นว่าครึ่งปีหลังได้กลับบ้านรอบเดียว ดีที่ครึ่งปีแรกได้กลับบ่อย
  4. เรียนต่อ - FAIL ไม่มีความคืบหน้าอะไรเลย ปีหน้าเอาใหม่
  5. เที่ยวไกลๆ 1 รอบ - WIN ข้อนี้ถือว่าว่าโคตร Win ได้เที่ยวเยอะกว่าที่คิดมาก เขาใหญ่ 2 วันกับเพื่อนที่มหาลัย, กระบี่ 4 วันกับแฟน, อัมพวา 1 วันกับบ้านแฟน, ลาว 3 วัน, อุทัย 1 วันไปบ้านพี่แฟน, ไปทำงาน (จริงๆ นะ) ที่เชียงใหม่ 2 วัน, ระยอง 2 วันกับเพื่อนที่มหาลัยแก๊งเดิม, ญี่ปุ่น 15 วันกับเพื่อนที่มหาลัย (เดี๋ยวเขียนบล็อก), ปิดท้ายปีด้วยหัวหิน 1 วัน
  6. นอนไม่เกิน ตีหนึ่ง - FAIL ข้อนี้ถือว่าไม่ได้ตั้งใจทำตามเลย แต่โดยรวมดีขึ้นเยอะ หลายวันนอนตั้งแต่ 4 ทุ่ม วันที่นอนเกินตีสองแทบไม่เหลือแล้ว
  7. เขียนแอพลงมือถือ 1 แอพ - FAIL ลบ Android Studio ทิ้งไปแล้ว..
  8. หัดลงทุน - WIN นับเป็นพัฒนาการเดียวจากครึ่งปีแรก ได้หัดลงทุนจริงจังแล้ว พยายามศึกษาในหลายแบบอยู่ แต่ยังไม่กำไร เพราะช่วงสิ้นปีตลาดพัง
  9. ออกกำลังกายอาทิตย์ละครั้ง - FAIL จบปีหน้าเอาใหม่
  10. ฝึกสกิลการเขียน/สื่อสารให้รู้เรื่องกว่านี้ - FAIL ไม่รู้จะบอกว่า WIN หรือ FAIL ดี เพราะมันก็พัฒนาเรื่อยๆ แต่ดีขึ้นรึเปล่าไม่รู้ แล้วก็ไม่ค่อยได้จริงจังเท่าไหร่ ถือว่า FAIL ละกันเพราะไม่ชัดเจน